สำหรับคนที่รู้ผลวินิจฉัยแล้ว · นครปฐม

รักษาข้อเข่าเสื่อม นครปฐมรู้ระยะของเข่าคุณก่อน แล้วค่อยเลือกแผนที่ตรงกับระยะนั้น

คุณผ่านขั้นตอน “เป็นอะไรกันแน่” มาแล้ว คำถามที่ยังค้างอยู่คือ ต้องผ่าไหม ถ้าไม่ผ่าจะแย่ลงเร็วแค่ไหน และแผนที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้จะรู้เมื่อไหร่ว่าได้ผล หน้านี้ตอบตามระยะของโรค เพราะแผนของคนระยะที่ 2 กับคนระยะที่ 4 ไม่ใช่แผนเดียวกัน

ประเมินระยะก่อนวางแผน ไม่ใช้แผนสำเร็จรูปชุดเดียวกับทุกคน
วัดผลเป็นตัวเลข มีกรอบเวลา ไม่ตอบสนองตามที่ควร เปลี่ยนแผน
อาจารย์แพทย์เฉพาะทาง วุฒิบัตรออร์โธปิดิกส์ จากแพทยสภา
แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อกำลังตรวจข้อเข่าของผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมบนเตียงตรวจในคลินิกที่นครปฐม
รศ.นพ.ธนพล ชอบเป็นไทย (คุณหมออรรถ) อาจารย์แพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์
ระยะที่ 1
เริ่มต้น
ระยะที่ 2
เล็กน้อย
ระยะที่ 3
ปานกลาง
ระยะที่ 4
รุนแรง
เริ่มจากตรงนี้

คุณรู้แล้วว่าเป็นข้อเข่าเสื่อม สิ่งที่เหลือคือการตัดสินใจว่าจะเอายังไงต่อ

หมอกระดูกนครปฐม ดูแลผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) มาแล้วและกำลังตัดสินใจว่าจะรักษาอย่างไรต่อ ที่ เบนิต้าคลินิก นครปฐม คลินิกเวชกรรมบนถนนหลังพระ ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม โดย รศ.นพ.ธนพล ชอบเป็นไทย (คุณหมออรรถ) อาจารย์แพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ผู้ถือวุฒิบัตรเฉพาะทางกระดูกและข้อจากแพทยสภา

คนที่เดินเข้ามาหาเราด้วยคำว่า “หมอที่โน่นบอกว่าเข่าเสื่อม” ส่วนใหญ่ถือใบผลเอกซเรย์มาด้วย แต่ตอบไม่ได้ว่าตัวเองอยู่ระยะไหน ใช้ยาตัวไหนอยู่เพราะอะไร แผนที่ทำอยู่ตอนนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ และจะรู้ได้อย่างไรว่ามันได้ผล บางคนถูกบอกว่า “ยังไม่ต้องผ่า รอไปก่อน” โดยไม่มีใครบอกว่า ระหว่างที่รออยู่นั้นควรทำอะไร บางคนถูกบอกว่า “ต้องผ่าแล้ว” ทั้งที่ยังไม่เคยได้ลอง แนวทางที่ไม่ต้องผ่าตัดอย่างเป็นระบบเลยสักครั้ง ทั้งสองแบบทำให้คุณเสียเวลาไปเปล่า ๆ

เราจึงเริ่มจากคำถามเดียวกันเสมอ คือ เข่าของคุณอยู่ระยะไหน เพราะระยะเป็นตัวกำหนดว่า อะไรที่ยังทำได้และคาดหวังผลได้จริง อะไรที่ทำไปก็เสียเวลา และอะไรที่ควรพูดถึงตรง ๆ ตั้งแต่วันแรก ข้อเข่าเสื่อมไม่ใช่โรคที่หายขาด แต่เป็นโรคที่จัดการได้ และคนส่วนใหญ่จัดการได้โดยไม่ต้องขึ้นเตียงผ่าตัด

ตอนนี้อยู่ระยะไหน

ทั้งจากภาพเอกซเรย์และจากการตรวจร่างกายจริง ไม่ใช่จากคำว่า “เสื่อมนิดหน่อย” หรือ “เสื่อมเยอะ” ที่แปลได้ต่างกันไปในแต่ละคน

แผนนี้ใช้เวลากี่สัปดาห์ วัดผลด้วยอะไร

แผนที่ดีต้องบอกได้ว่าอีกกี่สัปดาห์จะประเมินกัน และวัดจากตัวเลขอะไร ไม่ใช่แค่ถามว่า “เป็นยังไงบ้าง” แล้วนัดใหม่

ถ้าไม่ได้ผล ขั้นต่อไปคืออะไร

คุณควรรู้แผนสำรองตั้งแต่วันแรก ถ้าคำตอบคือ “ทำไปก่อนแล้วค่อยดู” นั่นคือสัญญาณให้ขอความเห็นที่สอง ก่อนจ่ายเงินก้อนใหญ่

ระยะของโรค

ข้อเข่าเสื่อมมีกี่ระยะ และแต่ละระยะหมายความว่าอะไร

แพทย์แบ่งความรุนแรงของข้อเข่าเสื่อมจากภาพเอกซเรย์ออกเป็น 4 ระยะ ตารางนี้คือสิ่งที่เห็นในฟิล์ม สิ่งที่คุณรู้สึกในชีวิตจริง และน้ำหนักของแผนที่มักใช้ในแต่ละระยะ

ระยะ สิ่งที่เห็นในภาพเอกซเรย์ สิ่งที่คุณรู้สึกในชีวิตประจำวัน น้ำหนักของแผนที่มักใช้
ระยะที่ 1
เริ่มต้น
แทบไม่เห็นความผิดปกติ ช่องข้อยังปกติ อาจเริ่มมีกระดูกงอกเล็กน้อย ปวดตื้อ ๆ หลังใช้งานหนักหรือเดินไกล พักแล้วหาย ยังทำได้เกือบทุกอย่าง ปรับการใช้งานข้อ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อ คุมน้ำหนัก เป็นช่วงที่ลงทุนแล้วคุ้มที่สุด
ระยะที่ 2
เล็กน้อย
เห็นกระดูกงอกชัดขึ้น ช่องข้ออาจเริ่มแคบเล็กน้อย ปวดบ่อยขึ้น ข้อฝืดตอนเช้าหรือหลังนั่งนาน มีเสียงในเข่า เริ่มเสียวเวลาลงบันได ฟื้นฟูกล้ามเนื้ออย่างจริงจัง คุมน้ำหนัก จัดการความปวดให้ขยับได้ ติดตามผลเป็นระยะ
ระยะที่ 3
ปานกลาง
ช่องข้อแคบลงชัดเจน กระดูกงอกหลายจุด ผิวกระดูกใต้ข้อเริ่มแข็งตัว ปวดเกือบทุกวัน เดินได้ระยะสั้นลง ลุกจากเก้าอี้ต้องยัน นั่งยองไม่ได้ เริ่มบวมซ้ำ ๆ แผนไม่ผ่าตัดยังใช้ได้ผลในหลายคน แต่ต้องเข้มข้นและวัดผลถี่ขึ้น พร้อมคุยเงื่อนไขการผ่าตัดไว้ล่วงหน้า
ระยะที่ 4
รุนแรง
ช่องข้อหายไปเกือบหมดจนกระดูกชนกัน กระดูกงอกขนาดใหญ่ ข้อผิดรูปชัดเจน ปวดแม้ตอนพักและตอนกลางคืน เดินไม่กี่สิบเมตรต้องหยุด ขาโก่งเห็นได้ชัด คุยเรื่องการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมอย่างตรงไปตรงมา ควบคู่กับการฟื้นฟูเพื่อเตรียมความพร้อม
ภาพเอกซเรย์กับความเจ็บไม่ได้เดินไปพร้อมกันเสมอ — มีคนที่ฟิล์มดูหนักแต่ใช้ชีวิตได้เกือบปกติ และมีคนที่ฟิล์มดูไม่มากแต่ปวดจนนอนไม่หลับ ระยะจึงใช้ตั้งกรอบว่าอะไรเป็นไปได้ ส่วนการตัดสินใจจริงต้องดูจากตัวคุณ ทั้งองศาการงอเข่า ความมั่นคงของข้อ กำลังกล้ามเนื้อต้นขา และผลกระทบต่อสิ่งที่คุณต้องทำทุกวัน
แพทย์ชี้ภาพเอกซเรย์ข้อเข่าบนจอในห้องตรวจ เพื่ออธิบายระยะของข้อเข่าเสื่อมให้ผู้ป่วยเข้าใจ
แผนตามระยะ

ระยะของคุณเปลี่ยนแผนการดูแลอย่างไร

คำว่า “รักษาข้อเข่าเสื่อม” ไม่ได้แปลว่าทุกคนทำเหมือนกัน สิ่งที่เปลี่ยนไปตามระยะ ไม่ใช่รายการสิ่งที่ทำ แต่คือ น้ำหนักของแต่ละอย่าง ความถี่ในการติดตามผล และความเร็วที่ต้องตัดสินใจ

ในระยะต้นเราลงแรงกับการป้องกันไม่ให้แย่ลง ในระยะกลางเราลงแรงกับการเอาการใช้ชีวิตกลับคืนมา และในระยะท้ายเราลงแรงกับการทำให้คุณตัดสินใจเรื่องการผ่าตัดได้อย่างมีข้อมูลครบ โดยไม่ถูกเร่งและไม่ถูกยื้อ

ระยะที่ 1–2 · ช่วงที่ทำอะไรได้มากที่สุด

นี่คือช่วงที่การลงทุนให้ผลตอบแทนสูงสุด กระดูกอ่อนยังเหลือมาก เป้าหมายคือลดภาระที่ลงบนผิวข้อและสร้างกล้ามเนื้อมารับแทน งานหลักอยู่ที่การฝึกความแข็งแรงของต้นขาและสะโพก การควบคุมน้ำหนัก และการเลิกท่าที่ทำร้ายเข่าซ้ำ ๆ เช่น นั่งยอง คุกเข่า นั่งพับเพียบนาน ๆ ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องพูดถึงการผ่าตัดเลยในช่วงนี้

ระยะที่ 3 · ช่วงที่ต้องเข้มข้นและวัดผลถี่ขึ้น

คนจำนวนมากเข้าใจว่าระยะที่ 3 คือใบสั่งให้ไปผ่าตัด ความจริงคือหลายคนในระยะนี้ยังตอบสนอง ต่อการดูแลแบบไม่ผ่าตัดได้ดีพอที่จะกลับไปใช้ชีวิตได้ สิ่งที่ต่างจากระยะต้นคือ แผนต้องแน่นกว่า นัดติดตามถี่กว่า และต้องมีเส้นตายชัดเจนว่าถ้าครบ 3 เดือนแล้วยังไม่ขยับ จะคุยกันเรื่องทางเลือกอื่นทันที

ระยะที่ 4 · ช่วงที่ต้องคุยกันตรง ๆ

เมื่อช่องข้อหายไปจนกระดูกชนกัน การฟื้นฟูอย่างเดียวมักไม่พอจะเอาการเดินกลับมา หน้าที่ของเราคือบอกคุณตามจริงว่าถึงจุดที่ควรพิจารณาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแล้ว พร้อมเหตุผล ไม่ยื้อไว้เพื่อขายการรักษาเพิ่ม ระหว่างที่ยังไม่ผ่า การฟื้นฟูกล้ามเนื้อยังมีประโยชน์ เพราะกล้ามเนื้อที่แข็งแรงก่อนผ่าช่วยให้ฟื้นตัวหลังผ่าได้ดีกว่า

เข่าเสื่อมในคนอายุน้อยกว่า 55 ปี

กลุ่มนี้พบมากขึ้น มักมีต้นเหตุจากการบาดเจ็บเดิม เช่น เอ็นไขว้หน้าหรือหมอนรองกระดูกเข่าฉีก จากน้ำหนักตัว หรือจากงานที่ต้องนั่งยองและยกของหนัก เป้าหมายต่างจากผู้สูงอายุ คือ ยืดอายุข้อเข่าเดิมให้นานที่สุด เพราะข้อเข่าเทียมมีอายุการใช้งานจำกัด การผ่าตัดเร็วเกินไปในคนอายุน้อยหมายถึงโอกาสต้องผ่าซ้ำในอนาคต

แนวทางไม่ผ่าตัด

การดูแลข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ผ่าตัด ประกอบด้วยอะไรบ้างจริง ๆ

“ไม่ผ่าตัด” ไม่ใช่การรอเฉย ๆ และไม่ใช่การกินยาแก้ปวดไปเรื่อย ๆ แนวทางที่มีหลักฐานรองรับทั่วโลกวางอยู่บนห้าเสาหลักด้านล่างนี้ และทั้งห้าเสาต้องทำไปด้วยกัน

ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อต้นขาในห้องกายภาพบำบัดของคลินิกกระดูกและข้อ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลท่าทาง

ทำไมกล้ามเนื้อต้นขาถึงเป็นหัวใจของทุกแผน

เวลาคุณเดิน แรงที่ลงบนข้อเข่ามากกว่าน้ำหนักตัวหลายเท่า และเวลาลงบันไดยิ่งมากกว่านั้นอีก กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าคือตัวรับแรงกระแทกตามธรรมชาติของเข่า เมื่อมันอ่อนแรง แรงทั้งหมดจะไปลงที่ผิวข้อที่บางอยู่แล้ว นี่คือเหตุผลที่คนเข่าเสื่อมมักปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ฟิล์มยังเท่าเดิม

การฝึกความแข็งแรงจึงเป็นสิ่งเดียวในรายการนี้ที่แทบไม่มีแนวทางสากลไหนไม่แนะนำ หลักการคือทำต่อเนื่อง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยเลือกท่าที่เหมาะกับระยะของคุณ คนระยะที่ 3 ที่ไปทำท่าย่อเข่าลึกตามคลิปในอินเทอร์เน็ต มักกลับมาปวดหนักกว่าเดิม

1. เข้าใจโรคและปรับการใช้ข้อ

รู้ว่าท่าไหนเพิ่มแรงกดที่เข่ามากที่สุด แล้วเปลี่ยนมันในชีวิตจริง เช่น เลี่ยงนั่งยองและคุกเข่า ใช้เก้าอี้ที่สูงพอจะลุกได้โดยไม่ต้องยัน เปลี่ยนจากส้วมนั่งยองเป็นชักโครก และแบ่งการเดินไกลเป็นช่วงสั้น ๆ แทนการฝืนรวดเดียว

2. ฟื้นฟูกล้ามเนื้อรอบเข่า

เสาหลักที่แข็งแรงที่สุดของแผน ครอบคลุมทั้งกล้ามเนื้อต้นขา สะโพก และการฝึกการทรงตัว ทำสัปดาห์ละ 3 ครั้งขึ้นไป ส่วนใหญ่เริ่มรู้สึกถึงความมั่นคงที่เปลี่ยนไปภายใน 6–12 สัปดาห์ และผลจะอยู่ต่อได้อีกหลายเดือนถ้าทำต่อเนื่อง

3. ควบคุมน้ำหนักตัว

เป็นเสาที่คนไม่อยากได้ยินที่สุด แต่ตัวเลขชัดเจน การลดน้ำหนักตั้งแต่ 5% ของน้ำหนักตัวขึ้นไป ทำให้อาการปวดและการใช้งานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อเกิน 10% ผลยิ่งชัดขึ้นอีก ทำร่วมกับการออกกำลังกายจะได้ผลดีกว่าทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

4. จัดการความปวดให้ขยับได้

ความปวดที่คุมไม่อยู่ทำให้คุณไม่กล้าขยับ และข้อที่ไม่ขยับจะยิ่งฝืดและกล้ามเนื้อยิ่งลีบ เป้าหมายของการจัดการความปวดจึงไม่ใช่ให้ปวดเป็นศูนย์ แต่ให้ต่ำพอจะทำกายบริหารได้ ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง

5. อุปกรณ์ช่วยและการจัดบ้าน

ไม้เท้าที่ใช้ถูกข้างและปรับความสูงถูกช่วยลดแรงที่ลงเข่าได้จริง อุปกรณ์พยุงเข่ามีประโยชน์ ในคนที่ข้อไม่มั่นคงหรือเข่าเริ่มโก่ง ส่วนราวจับในห้องน้ำและการเก็บของที่ต้องใช้บ่อย ให้อยู่ระดับเอวช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องย่อเข่าต่อวันลงได้มาก

สิ่งที่หลักฐานยังไม่สนับสนุน

แนวทางสากลปัจจุบันยังไม่แนะนำอาหารเสริมกลุ่มกลูโคซามีนและคอนดรอยตินเป็นการรักษาหลัก เช่นเดียวกับคอลลาเจนและ “วิตามินเพิ่มน้ำในข้อ” ที่โฆษณากันมาก ถ้าคุณใช้อยู่ให้แจ้งแพทย์เพื่อดูปฏิกิริยากับยาเดิม แต่อย่าใช้แทนสองเสาแรก

การติดตามผล

รู้ได้อย่างไรว่าแผนนี้ได้ผล และประเมินกันเมื่อไหร่

นี่คือส่วนที่หายไปบ่อยที่สุดจากการรักษาข้อเข่าเสื่อม คนไข้จำนวนมากทำต่อเนื่องเป็นปี โดยไม่มีใครเคยบอกว่าควรดีขึ้นเท่าไหร่ ภายในกี่สัปดาห์ และเมื่อไหร่ควรเลิกทำแบบเดิม

  1. 1

    2–4 สัปดาห์แรก

    สิ่งที่ควรเริ่มขยับก่อนคือระดับความปวดในกิจกรรมประจำวันและอาการฝืดตอนเช้า ถ้าตื่นมาแล้วฝืดสั้นลงและลุกจากเตียงง่ายขึ้น แปลว่าทิศทางถูก แม้ยังปวดอยู่ก็ตาม

  2. 2

    6 สัปดาห์

    ช่วงที่ความแข็งแรงเริ่มแปลงเป็นการใช้งาน ลุกจากเก้าอี้ได้โดยไม่ต้องยันโต๊ะ เดินได้ไกลขึ้นก่อนจะต้องหยุดพัก และใช้ยาแก้ปวดน้อยลงกว่าตอนเริ่ม

  3. 3

    3 เดือน

    จุดตัดสินใจ ถ้าทำตามแผนอย่างสม่ำเสมอครบ 3 เดือนแล้วตัวเลขแทบไม่ขยับ ไม่ควรทำแบบเดิมต่อ ต้องกลับมาประเมินใหม่ว่าพลาดต้นเหตุอะไรไป หรือถึงเวลาคุยทางเลือกอื่น

  4. 4

    6 เดือนขึ้นไป

    เปลี่ยนจากโหมดรักษาเป็นโหมดรักษาระดับ เป้าหมายคือทำให้สิ่งที่ได้มาไม่หายไป ส่วนใหญ่ต้องคงการฝึกไว้สัปดาห์ละ 2–3 ครั้งตลอด เพราะกล้ามเนื้อที่หยุดฝึกจะถอยกลับภายในไม่กี่สัปดาห์

ตัวเลขที่เราใช้วัด ไม่ใช่แค่ถามว่า “ดีขึ้นไหม”

  • องศาการงอและเหยียดเข่า — วัดซ้ำทุกครั้ง เพราะเป็นตัวเลขที่โกหกไม่ได้
  • เวลาที่ใช้ลุกจากเก้าอี้ 5 ครั้ง — สะท้อนกำลังกล้ามเนื้อต้นขาโดยตรง
  • ระยะทางหรือเวลาที่เดินได้ก่อนต้องหยุดพัก — สิ่งที่คุณรู้สึกได้เองในชีวิตจริง
  • คะแนนความปวด 0–10 แยกตอนพักกับตอนใช้งาน — สองตัวนี้ขยับไม่พร้อมกัน
  • จำนวนครั้งที่ต้องใช้ยาแก้ปวดต่อสัปดาห์ — ตัวชี้วัดที่ตรงไปตรงมาที่สุด
  • อาการบวมและความรู้สึกว่าเข่าจะทรุด — บอกว่าภาระที่ลงข้อยังมากเกินไปหรือไม่
เราเขียนตัวเลขเหล่านี้ไว้ตั้งแต่วันแรกที่คุณมา เพื่อให้ครั้งต่อไปเปรียบเทียบกันได้จริง ไม่ต้องอาศัยความทรงจำว่า “เดือนก่อนเป็นยังไงนะ”
เมื่อไหร่ถึงควรผ่า

ใครคือคนที่ควรพิจารณาผ่าตัดจริง ๆ

คำถามนี้ถูกตอบผิดบ่อยที่สุดในสองทิศทาง ทางหนึ่งคือถูกบอกให้ผ่าเร็วเกินไปเพียงเพราะฟิล์มดูหนัก อีกทางคือถูกยื้อให้รักษาต่อไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ผ่านจุดที่การฟื้นฟูจะช่วยได้มานานแล้ว เกณฑ์ที่ใช้กันจริงไม่ได้มีข้อเดียว แต่ต้องเข้าหลายข้อพร้อมกัน

  • ความปวดรบกวนการใช้ชีวิตและการนอน ไม่ใช่แค่ปวดเวลาเดินไกล แต่ปวดจนตื่นกลางคืน หรือปวดขณะพัก
  • ลองแนวทางไม่ผ่าตัดอย่างจริงจังมาแล้วประมาณ 3–6 เดือน ทั้งการฟื้นฟู การคุมน้ำหนัก และการจัดการความปวด แล้วยังไม่ดีขึ้น
  • ภาพเอกซเรย์ยืนยันความเสื่อมระดับรุนแรง โดยทั่วไปคือระยะที่ 3 ถึง 4 ไม่ใช่ระยะต้น
  • ข้อเข่าเริ่มผิดรูปชัดเจน เช่น ขาโก่งจนเปลี่ยนแนวการลงน้ำหนัก หรือเหยียดเข่าได้ไม่สุด
  • สุขภาพโดยรวมพร้อมสำหรับการผ่าตัดและการฟื้นฟูหลังผ่า ซึ่งต้องประเมินร่วมกับโรคประจำตัวที่มีอยู่
เข้าเกณฑ์ ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าพรุ่งนี้ — การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นการตัดสินใจของคุณ ไม่ใช่ของแพทย์ สิ่งที่คุณควรได้ก่อนตัดสินใจคือคำอธิบายว่าคาดหวังผลได้แค่ไหน ต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานเท่าไหร่ ต้องเตรียมคนดูแลอย่างไร และถ้าเลือกไม่ผ่าตอนนี้จะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าอีกที่บอกให้ผ่าเลย แต่คุณยังไม่มั่นใจ

การขอความเห็นที่สองไม่ใช่การไม่ให้เกียรติแพทย์คนแรก และเป็นเรื่องปกติมากในการผ่าตัดข้อ สิ่งที่ควรถือไปด้วยคือฟิล์มเอกซเรย์หรือผลตรวจเดิม รายการยาที่ใช้อยู่ทั้งหมด และบันทึกสั้น ๆ ว่าคุณเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง ทำนานเท่าไหร่ และผลเป็นอย่างไร ข้อมูลสามอย่างนี้ทำให้การประเมินครั้งที่สองมีคุณค่าจริง แทนที่จะเป็นการเริ่มนับหนึ่งใหม่

ถ้าปล่อยไว้เฉย ๆ

ไม่รักษาเลย อีกหนึ่งถึงสองปีเข่าจะเป็นอย่างไร

ข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่ดำเนินไปช้า ๆ ความช้านี่เองที่ทำให้คนปล่อยไว้ได้นาน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ปวดขึ้น” แต่เป็นลูกโซ่สี่ข้อที่ดึงกันเอง

กล้ามเนื้อลีบเร็วกว่าที่คิด

เมื่อเจ็บก็ใช้เข่าน้อยลง กล้ามเนื้อต้นขาลีบภายในไม่กี่สัปดาห์ และเข่าที่ไม่มีกล้ามเนื้อรับแรงก็ยิ่งเจ็บ

วงชีวิตแคบลงทีละนิด

เลิกไปตลาด เลิกขึ้นชั้นสอง เลิกไปงานบุญ การเคลื่อนไหวที่ลดลงตามมาด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ซึ่งย้อนกลับมาลงที่เข่าอีก

แนวขาเริ่มเปลี่ยน

เมื่อผิวข้อด้านในสึกมากกว่าด้านนอก ขาจะค่อย ๆ โก่ง ทำให้น้ำหนักลงด้านในหนักขึ้นไปอีก เป็นวงจรที่เร่งตัวเอง

ทางเลือกเหลือน้อยลง

ยิ่งช้า สัดส่วนของแผนที่เป็นการฟื้นฟูยิ่งเล็กลง และสัดส่วนที่เป็นการผ่าตัดยิ่งใหญ่ขึ้น นี่คือต้นทุนที่แท้จริงของการรอ

อาการที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที ไม่ใช่รอนัดคลินิก — เข่าบวมแดงร้อนร่วมกับมีไข้ ปวดรุนแรงเฉียบพลันหลังล้มหรืออุบัติเหตุ ลงน้ำหนักไม่ได้เลยหรือเข่าผิดรูปทันทีหลังบาดเจ็บ ขาบวมข้างเดียวร่วมกับปวดน่องมาก หรือมีอาการชาและอ่อนแรงของขาอย่างรวดเร็ว กลุ่มนี้ต้องได้รับการตรวจฉุกเฉิน ไม่ใช่การนัดดูอาการ
แพทย์ใช้หุ่นจำลองข้อเข่าอธิบายระยะของข้อเข่าเสื่อมและแผนการดูแลให้ผู้ป่วยฟังในห้องตรวจที่นครปฐม
วันที่คุณมาตรวจ

มาประเมินข้อเข่าเสื่อมที่นครปฐม วันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

เราไม่ได้เริ่มจากการเสนอการรักษา แต่เริ่มจากการทำให้คุณกับแพทย์เห็นภาพเดียวกันก่อน ว่าเข่าข้างนี้อยู่ตรงไหน และอะไรคือสิ่งที่คุณอยากได้กลับคืนมามากที่สุด บางคนอยากกลับไปเดินตลาดได้ บางคนแค่อยากนอนหลับตลอดคืน เป้าหมายที่ต่างกันทำให้แผนต่างกัน

  • ซักประวัติว่าปวดตรงไหน ปวดตอนไหน ทำอะไรแล้วแย่ลง และเคยรักษาอะไรมาแล้วบ้าง
  • ตรวจร่างกาย วัดองศาการงอเหยียด ทดสอบความมั่นคงของข้อ และดูแนวขาขณะยืนและเดิน
  • ประเมินกำลังกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพก ซึ่งเป็นตัวชี้ว่าแผนฟื้นฟูควรเริ่มจากระดับไหน
  • อ่านภาพเอกซเรย์ร่วมกับคุณ ชี้ให้เห็นว่าช่องข้อแคบตรงไหนและแปลว่าอะไร
  • สรุปเป็นระยะของโรค เป้าหมาย กรอบเวลา และตัวเลขที่จะใช้วัดผลในนัดถัดไป

สิ่งที่ควรเตรียมมาด้วย

ฟิล์มเอกซเรย์หรือผลตรวจเดิมถ้ามี ถ่ายรูปส่งมาทาง LINE ล่วงหน้าได้ รายการยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่ทั้งหมด รวมถึงยาจากโรงพยาบาลอื่น กางเกงขาสั้นหรือกางเกงที่พับขึ้นเหนือเข่าได้ เพื่อให้ตรวจได้สะดวก และถ้ามีอุปกรณ์พยุงเข่าหรือไม้เท้าที่ใช้อยู่ ให้เอามาด้วยเพื่อดูว่าใช้ถูกวิธีหรือไม่

การเดินทางมาถนนหลังพระ

คลินิกอยู่เลขที่ 154-156-158 ถนนหลังพระ ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม ใกล้องค์พระปฐมเจดีย์ในเขตเทศบาล ผู้ที่ขับรถมาเองจอดรถได้ที่ตลาดโอเดียน ผู้ที่มาจากกำแพงแสน บางเลน ดอนตูม นครชัยศรี สามพราน พุทธมณฑล หรือศาลายา เข้าเมืองได้ทางถนนมาลัยแมน ถนนเพชรเกษม และถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี นัดเวลาไว้ล่วงหน้าทาง LINE จะได้ไม่ต้องรอนาน โดยเฉพาะถ้าเข่าปวดจนนั่งรอนานไม่ไหว

เสียงจากผู้เข้ารับบริการ

ข้อความจริงจากคนที่มาด้วยเรื่องเข่า

คัดมาจากรีวิวสาธารณะบน Google Maps ของเบนิต้าคลินิก นครปฐม แสดงเฉพาะเนื้อความ ไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้เขียน ผลลัพธ์ของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามอาการและระยะของโรค

คุณหมอและน้องๆพนักงานดูแลดีค่ะ อธิบายละเอียด ถามตอบได้จนเข้าใจ แก้ปัญหาถูกจุด มีอัลตร้าซาวนด์ ไม่ต้องผ่าเข่า คุ้มมากๆ

รีวิวบน Google Maps

ประทับใจมากค่ะ คลินิกรักษาข้อเข่าที่ไม่ต้องผ่าตัด เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนกลัวการผ่าตัดแบบเรา

รีวิวบน Google Maps

คุณหมอตรวจรักษาดี พูดเข้าใจชัดเจน รักษาครั้งแรกเข่ารู้สึกดีขึ้นเลยครับ

รีวิวบน Google Maps

นครปฐมจากที่เคยปวดเข่าจนเดินแทบไม่ไหว ตอนนี้กลับมาเดินได้ปกติแล้วค่ะ

รีวิวบน Google Maps

บอกต่อเลยค่ะ ใครมีปัญหาเข่ามารักษาที่นี่ ไม่ผิดหวังแน่นอน

รีวิวบน Google Maps
คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่คนได้รับวินิจฉัยข้อเข่าเสื่อมถามมากที่สุด

ข้อเข่าเสื่อมมีกี่ระยะ และดูจากอะไรว่าอยู่ระยะไหน

ข้อเข่าเสื่อมแบ่งความรุนแรงจากภาพเอกซเรย์ออกเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 ภาพเอกซเรย์แทบไม่เห็นความผิดปกติ อาจเริ่มมีกระดูกงอกเล็กน้อย ระยะที่ 2 เห็นกระดูกงอกชัดขึ้นและช่องข้ออาจเริ่มแคบ ระยะที่ 3 ช่องข้อแคบลงชัดเจน กระดูกงอกหลายจุด และเริ่มมีการผิดรูป ระยะที่ 4 ช่องข้อหายไปเกือบหมดจนกระดูกชนกัน ผิวข้อแข็งตัวและข้อผิดรูปชัดเจน แต่ระยะจากภาพเอกซเรย์อย่างเดียวยังไม่พอ แพทย์ต้องประกอบกับการตรวจร่างกาย องศาการงอเข่า ความมั่นคงของข้อ กำลังกล้ามเนื้อต้นขา และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตจริงของคุณ จึงจะสรุปแผนได้

มีวิธีรักษาเข่าเสื่อมโดยไม่ผ่าตัดอย่างไรบ้าง

แกนหลักที่มีหลักฐานรองรับมี 5 อย่าง หนึ่งคือความเข้าใจโรคและการปรับการใช้ข้อ ในชีวิตประจำวัน เช่น เลี่ยงนั่งยอง คุกเข่า นั่งพับเพียบนาน สองคือการฟื้นฟูกล้ามเนื้อรอบเข่าโดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า ทำต่อเนื่องอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง สามคือการควบคุมน้ำหนัก การลดน้ำหนักตั้งแต่ 5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวขึ้นไปช่วยลดอาการปวด และเพิ่มการใช้งานได้อย่างมีนัยสำคัญ สี่คือการจัดการความปวดภายใต้การดูแลของแพทย์ ให้อยู่ในระดับที่ขยับได้ และห้าคืออุปกรณ์ช่วย เช่น ไม้เท้าและอุปกรณ์พยุงเข่า ในผู้ที่ข้อไม่มั่นคง แผนที่ดีต้องระบุกรอบเวลาและเกณฑ์วัดผลไว้ตั้งแต่วันแรก

ข้อเข่าเสื่อมหายเองได้ไหม รักษาแล้วกลับมาเหมือนเดิมได้หรือเปล่า

กระดูกอ่อนผิวข้อที่สึกไปแล้วไม่กลับมาเหมือนเดิม ข้อเข่าเสื่อมจึงไม่ใช่โรคที่หายขาดเองได้ แต่ไม่ได้แปลว่าทำอะไรไม่ได้ อาการปวดและการใช้งานเป็นสิ่งที่ดีขึ้นได้จริงในคนส่วนใหญ่ และอัตราการเสื่อมเพิ่มก็ชะลอได้ด้วยการลดภาระที่ลงบนข้อ เป้าหมายที่ตรงกับความจริงคือกลับไปเดิน ลุกนั่ง และขึ้นบันไดได้โดยไม่ต้องคิดถึงเข่าตลอดเวลา ไม่ใช่การทำให้ภาพเอกซเรย์กลับไปเป็นเข่าตอนอายุ 30

ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะรู้ว่าการรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ผล

โดยทั่วไปช่วง 2 ถึง 4 สัปดาห์แรกจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของระดับความปวด และอาการฝืดตอนเช้าก่อน ส่วนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและระยะทางที่เดินได้ มักใช้เวลา 6 ถึง 12 สัปดาห์จึงจะเห็นชัด ถ้าทำตามแผนอย่างสม่ำเสมอครบ 3 เดือน แล้วยังไม่ดีขึ้นเลย นั่นคือสัญญาณให้กลับมาประเมินใหม่และเปลี่ยนแผน ไม่ใช่ทำแบบเดิมซ้ำต่อไปเรื่อย ๆ ผลลัพธ์ของแต่ละคนต่างกันตามระยะของโรค อายุ น้ำหนักตัว และโรคประจำตัว

ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 3 ต้องผ่าตัดเลยไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป ระยะจากภาพเอกซเรย์เป็นเพียงหนึ่งในเกณฑ์ ผู้ที่อยู่ระยะที่ 3 จำนวนไม่น้อยยังตอบสนองต่อการดูแลแบบไม่ผ่าตัดได้ดีพอ ที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ การพิจารณาผ่าตัดมักเกิดขึ้นเมื่อครบเงื่อนไขหลายข้อพร้อมกัน คือ ปวดจนรบกวนการนอนและการใช้ชีวิต ได้ลองการดูแลแบบไม่ผ่าตัดอย่างจริงจังมาแล้ว ประมาณ 3 ถึง 6 เดือนโดยไม่ได้ผล ภาพเอกซเรย์ยืนยันความเสื่อมระดับรุนแรง ข้อเริ่มผิดรูปชัดเจน และสุขภาพโดยรวมพร้อมสำหรับการผ่าตัด

รักษาข้อเข่าเสื่อมที่นครปฐม ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ ใช้สิทธิบัตรทองได้ไหม

เบนิต้าคลินิก นครปฐม เป็นคลินิกเวชกรรมเอกชน ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับว่าเป็นการตรวจประเมินครั้งแรก หรือการดูแลต่อเนื่อง และขึ้นกับระยะของโรคของแต่ละคน เราไม่ได้ตั้งราคาเหมาเป็นคอร์ส เพราะแผนของคนระยะที่ 2 กับระยะที่ 4 ไม่เหมือนกัน ส่วนสิทธิบัตรทองและประกันสังคมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสิทธิและสถานพยาบาลที่คุณลงทะเบียนไว้ วิธีที่เร็วที่สุดคือทักมาเล่าอาการทาง LINE แล้วขอตัวเลขโดยประมาณก่อนเดินทางมา

กินคอลลาเจนหรืออาหารเสริมบำรุงข้อเข่า ช่วยได้จริงไหม

แนวทางเวชปฏิบัติสากลในปัจจุบันยังไม่แนะนำอาหารเสริมกลุ่มกลูโคซามีนและคอนดรอยติน เป็นการรักษาหลักของข้อเข่าเสื่อม เพราะหลักฐานเรื่องประโยชน์ยังไม่สม่ำเสมอ ส่วนคอลลาเจนและวิตามินเพิ่มน้ำในข้อที่โฆษณากันมาก ก็ยังไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอจะใช้แทนการฟื้นฟูกล้ามเนื้อและการลดน้ำหนักได้ ถ้าคุณกินอยู่แล้วและรู้สึกว่าช่วยได้ ให้แจ้งแพทย์เพื่อดูปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่ แต่ไม่ควรใช้แทนแผนหลัก และไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งเองเพื่อไปใช้อาหารเสริม

อายุยังไม่ถึง 50 ปี เป็นข้อเข่าเสื่อมได้ไหม แผนต่างจากผู้สูงอายุอย่างไร

ได้ และพบมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในคนที่เคยบาดเจ็บเข่ามาก่อน เช่น เอ็นไขว้หน้าฉีก หมอนรองกระดูกเข่าฉีก หรือกระดูกหักเข้าข้อ รวมถึงคนที่น้ำหนักตัวมาก และคนที่ทำงานต้องนั่งยองหรือยกของหนักเป็นประจำ ในกลุ่มอายุน้อย แผนจะเน้นหนักไปที่การแก้ต้นเหตุเชิงกลไก ทั้งความแข็งแรงและสมดุลของกล้ามเนื้อรอบเข่า การควบคุมน้ำหนัก และการปรับรูปแบบการใช้งาน เพราะเป้าหมายคือยืดอายุข้อเข่าเดิม ให้นานที่สุด และเลื่อนการพูดคุยเรื่องผ่าตัดออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ทำได้

ส่งผลเอกซเรย์กับอาการมาก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะมาหรือไม่

บอกเราว่าเข่าข้างไหน เป็นมานานเท่าไหร่ ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้บ้าง และเคยรักษาอะไรมาแล้ว ถ้ามีฟิล์มเอกซเรย์เดิม ถ่ายรูปส่งมาได้เลย ทีมงานช่วยประเมินเบื้องต้น และแจ้งค่าใช้จ่ายโดยประมาณให้ก่อนเดินทางมา สอบถามไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีการผูกมัด

LINE แชท LINE ตอบไว ปรึกษาก่อนได้ โทรเลย 089-354-6292